12 ธันวาคม 2568 สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดยะลา ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดยะลา เปิดเวที “สภากาแฟ แหลงการศึกษายาลอ” ครั้งที่ 5 ระดมสมองภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา ตอบโจทย์การพัฒนาเมืองและแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ ห้องประชุมฮาลา - บาลา สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดยะลา โดยมีนายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็นประธาน และมีนายสมพงศ์ พละไชย ศึกษาธิการจังหวัดยะลา นางนัยนา จำเนียร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดยะลา พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานการศึกษา หัวหน้าส่วนราชการ ให้การต้อนรับและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
นายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา กล่าวว่า จังหวัดยะลามุ่งเน้นพัฒนา “คน” เป็นศูนย์กลาง “ตามแนวทางการศึกษานำการพัฒนา” ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาและสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้กำหนดวาระเร่งด่วนด้านการศึกษา มุ่งเน้นการสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาเด็กปฐมวัย และเร่งแก้ปัญหาการอ่านออกเขียนได้ ผ่านความร่วมมือเชิงบูรณาการของทุกภาคส่วน
นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นส่งเสริมศักยภาพการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในอำเภอเบตงที่ต้องยึดหัวใจของการบริการ (Service Mind) และความรวดเร็วของด่านศุลกากรเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ในส่วนของด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ จังหวัดยะลาได้ถอดบทเรียนจากสถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบการแจ้งเตือนและการดูแลกลุ่มเปราะบางในศูนย์พักพิงให้ดียิ่งขึ้น
นายสมพงศ์ พละไชย ศึกษาธิการจังหวัดยะลา กล่าวว่า หากเรามองภาพรวมการจัดการศึกษาของจังหวัดยะลาในขณะนี้ เรามีนักเรียนราว 200,000 คน ซึ่งจุดที่น่าสนใจและถือเป็นนัยสำคัญอย่างยิ่งก็คือ โครงสร้างประชากรนักเรียนส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 60 หรือคิดเป็นจำนวนกว่า 120,000 คน ล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือ สช. ทั้งในรูปแบบการศึกษาในระบบและนอกระบบ ฉะนั้นหัวใจสำคัญของการยกระดับคุณภาพการศึกษาเมืองยะลานั้น ขึ้นอยู่กับคุณภาพของโรงเรียนเอกชนเป็นหลัก เพราะถ้าหากเราสามารถทำให้สถานศึกษาในสังกัด สช. มีคุณภาพแล้ว ก็เท่ากับว่าภาพรวมการศึกษาของจังหวัดยะลาทั้งหมด จะมีมาตรฐานที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน
ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา กล่าวฝากข้อคิดสำคัญแก่ผู้บริหารการศึกษาและผู้เข้าร่วมงานว่า นอกเหนือจากความรู้ทางวิชาการแล้ว การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และการให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว ถือเป็น "วัคซีนทางสังคม" ที่ดีที่สุด ที่จะช่วยให้เยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพและใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมได้